Web Analytics

ฝึกพูดและฟังภาษาอังกฤษอย่างไรดี

ฝึกพูดและฟังภาษาอังกฤษอย่างไรดี

ทักษะการสื่อสารหลักและเป็นทักษะภาษาคู่แรกที่เราเรียนรู้ตามธรรมชาตินั่นคือการฟังและพูดค่ะ และอาจเป็นทักษะที่ยากที่สุดเมื่อเทียบกับอ่านและเขียน แล้วจะฝึกอย่างไรถึงจะได้ผลและพัฒนาได้ดีที่สุดกันล่ะ? วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ

 

ประสบการณ์ฟังครั้งแรกของคุณ

ประสบการณ์การฟังครั้งแรกของคนเราเริ่มขึ้นประมาณสี่เดือนหลังเราเกิด เมื่อหูของเราพัฒนาจนได้ยินเสียงของแม่และคนรอบ ๆ จากนั้นในช่วงนาทีของการเป็นทารก เราเริ่มได้ฟังเสียงต่าง ๆ รอบตัวและเสียงคนพูด ในที่สุดจึงนำมาเชื่อมกับภาพที่เห็นได้ เมื่ออายุได้สองขวบ เราก็จะได้เรียนคำศัพท์มากพอจากการที่ฟังพ่อแม่และคนในครอบครัวอย่างตั้งใจ เราเริ่มฝึกเลียนแบบเสียงที่ได้ยินและออกเสียงตามได้ชัดเจน และเมื่ออายุสามขวบ ความจำของเราเริ่มพัฒนาจนเราเริ่มเล่าเรื่องราวง่าย ๆ โดยใช้ tense ต่าง ๆ มาลองนึกดูแล้ว น่าอัศจรรย์นะคะ เราทุกคนเรียนรู้ภาษาแม่กันด้วยวิธีนี้

 

ฟังแบบเด็ก

เหมือนที่เราเคยฟังสมัยเป็นทารก พยายามเปิดใจให้กับการฟัง นั่นหมายความว่าฟังให้ได้ยินเสียง บทสนทนา โดยไม่ต้องพยายามวิเคราะห์ไวยากรณ์หรือโครงสร้างประโยคไปเสียหมดทุกจุด ไม่ต้องกลัวที่จะฟังโดยไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งเราฟังมาก เราจะยิ่งเริ่มเข้าใจมากขึ้นโดยวิธีการแบบธรรมชาติ เริ่มต้นฝึกภาษาจากการฟังก่อนแล้วค่อยฝึกเลียนแบบการพูดตาม

 

เป็นนักฟังที่ดี

คุณอาจคิดว่าทักษะการฟังของคุณดีแล้ว และคุณไม่มีปัญหาการฟัง แต่การเป็นนักฟังที่ดีต้องใช้ความตั้งใจมากกว่าที่คุณคิด การฟังมีสามขั้นตอนด้วยกัน

  1. รับสาร – คือช่วงเวลาที่คุณพร้อมและตั้งใจฟังผู้พูด และไม่เสียสมาธิ (ไม่คิดถึงเรื่องอื่น) หรือทำอย่างอื่น
  2. รอ – คือช่วงเวลาที่ผู้พูดยังพูดต่อ และคุณตั้งใจฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะต้องตอบว่าอะไร คุณจะไม่พูดแทรกคู่สนทนา
  3. เข้าใจ – คุณนำสิ่งที่คู่สนทนาพูดมาคิด พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะสื่อ ไม่ใช่ฟังเพียงแค่คำพูดที่ใช้ แต่สังเกตถึงน้ำเสียงและอวัจนภาษาต่าง ๆ ถ้าคุณได้มีโอกาสคุยแบบเห็นหน้ากัน

 

การฟังสอนให้คุณพูดเป็น

หลังจากได้ฟังแล้ว การพูดก็จะตามมา อย่างที่บอกไปด้านบน คุณได้เรียนรู้วิธีการพูดโดยการฟังและเลียนแบบ คุณได้เรียนรู้วิธีสร้างประโยคที่ยาวขึ้นและเล่าเรื่องโดยฟังมาจากคนอื่น และลองทำตามดูบ้าง การเรียนรู้วิธีการพูดต้องใช้การลองผิดลองถูกอย่างมาก เมื่อทดลอง ผิดพลาด ก็แก้ไข เมื่อประสบความสำเร็จก็ทำซ้ำและฝึกฝน คุณไม่อาจคาดหวังที่จะใช้คำหรือวลีใหม่ ๆ ได้อย่างไร้ที่ติตั้งแต่คราวแรก และอย่าคาดหวังว่าจะจำภาษาใหม่ได้ถ้าไม่ฝึก

เวลาที่เราฟังภาษาใหม่ การอ่านปากของผู้พูดและสังเกตวิธีการขยับของผู้พูดเป็นวิธีที่ช่วยได้มาก ทักษะการฟังของคุณจะช่วยให้คุณระบุเสียงและทักษะการมองเห็นของคุณจะช่วยให้คุณเลียนแบบตำแหน่งการขยับปากที่ถูกต้อง วิธีนี้ช่วยได้มากในการฝึกฟังเสียงที่ยากเช่น เสียง ‘th’ นอกจากนี้เวลาที่คุณฟังและเลียนแบบ อย่าลืมสังเกตเสียงสูงต่ำของผู้พูดและพยายามเลียนแบบ ประโยคตามธรรมชาติมักมีท่วงทำนองซ่อนอยู่ เสียงมักขึ้นสูงที่กลางประโยคและลดต่ำลงท้ายประโยค โดยลงเสียงหนักที่คำสำคัญหนึ่งหรือสองคำ คุณทำแบบนี้เวลาที่พูดภาษาแม่ได้โดยที่ไม่ต้องคิด และคุณจะได้เรียนรู้วิธีการทำเช่นนี้ในภาษาอังกฤษเช่นกัน

 

 

เคล็ดลับในการเป็นนักพูดที่ดี

การจะพูดภาษาที่สองให้คล่องต้องใช้เวลาและการฝึกฝน แต่มีเคล็ดลับเล็กน้อยที่จะช่วยคุณได้

  • ให้เวลาตัวเองคิดสักเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มพูด
  • พยายามอย่าแปลจากภาษาแม่โดยตรง การแปลยากกว่าการสื่อสารโดยการคิดเป็นภาษาอังกฤษเสียอีก ให้คุณลองนึกถึงสิ่งที่จะพูดแล้วลองหาวิธีพูดง่าย ๆ เป็นภาษาอังกฤษ
  • ตอนแรกให้พูดช้า ๆ พอดี แต่ให้เป็นธรรมชาติเท่าที่ทำได้
  • อย่าลืมออกเสียงคำต่าง ๆ อย่างที่ได้ยินมา ไม่ใช่อย่างที่เห็นเขียน
  • ลองเชื่อมเสียงเวลาพูด แบบเดียวกับที่เจ้าของภาษาทำ เช่น  “Have a nice day!” กลายเป็น Ha va nais dei  คำว่า ‘have’ แลละ ‘a’ เชื่อมกัน และลองใช้รูปย่อ เช่น I’ve, they’re, it’ll เพราะเจ้าของภาษามักใช้ในภาษาพูด
  • ใช้คำเชื่อมเช่น because, but, and หรือ so คำเชื่อมเหล่านี้จะช่วยให้เราแต่งประโยคได้ยาวขึ้นโดยการเชื่อมประโยคสั้น ๆ สองประโยคเข้าด้วยกัน

 

จะฝึกฝนอย่างไร?

  • ฝึกฝนเพิ่มเติมโดยการเข้าร่วมกลุ่มสนทนาและกิจกรรมที่เปิดให้พูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อต่าง ๆ หรือลองนำไปใช้ในชีวิตจริง เช่น ซื้อตั๋วรถไฟ หรือสัมภาษณ์งาน
  • พูดออกมาดัง ๆ เวลาที่อยู่คนเดียว โดยเฉพาะเวลาที่ทำแบบฝึกหัดเขียน
  • อ่านและพูดในสิ่งที่คุณเขียน ทวนประมาณสองสามรอบ อาจฟังดูแปลกแต่การอ่านออกเสียงเป็นวิธีที่จะช่วยจำภาษาใหม่ ๆ และเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองอีกด้วย
  • ลองอัดเสียงพูดของตัวเองและเปรียบเทียบการพูดของเรากับเจ้าของภาษา

 

เพื่อช่วยให้ได้ฝึก คุณควรจะลงเรียนคอร์สที่ช่วยให้คุณเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติอย่างที่อธิบายไว้ข้างบน ที่ Wall Street English บทเรียนทุกบทของเราเขียนขึ้นจากหลักการเรียนรู้ภาษาด้วยวิธีธรรมชาติ ฟัง เลียนแบบ และฝึกฝน อ่านละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า Our Method เพื่ออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสอนของเรา

อย่างที่เห็นกันไปแล้ว ทักษะการฟังและพูดนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดและเป็นหัวใจของการเรียนภาษา ลองนำไปทำตามกันดูนะคะและมาเริ่มเรียนภาษาอังกฤษวันนี้ด้วยวิธีธรรมชาติและได้ผลที่สุด!

ทำไมไม่ลองทำแบบทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของคุณกับแบบทดสอบสนุก ๆ ของเราดูล่ะคะ?

   

Related posts

รวม คำศัพท์ภาษาอังกฤษ Gat-Pat 100 คำ ท่องจำให้ขึ้นใจ

เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การเตรียมสอบก็เช่น สำหรับน้องๆ คนไหนที่กำลังเตรียมตัวเรื่องการสอบ Gat-Pat โดยเฉพาะพาร์ทภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากเรื่องรูปประโยคที่เราควรทำความเข้าใจแล้ว การจดจำคำศัพท์เองก็จะช่วยให้เราทำข้อสอบได้ง่ายดายมากขึ้น! 

Read More

Part of speech คืออะไร? สำคัญอย่างไร?

Part of speech ถ้าแปลแบบตรงตัวจะมีความหมายถึง “ส่วนของคำพูด” ซึ่งในการเรียนภาษาอังกฤษนั้น Part of speech...

Read More

ทำความรู้จัก Direct Speech และ Indirect Speech คืออะไร?

เรื่องเกี่ยวกับ Direct และ Indirect Speech เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำเอาหลายคนยังงงๆ กับการใช้อยู่ แต่รู้ไหมว่าถ้าเราเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วล่ะก็ เราจะสามารถเล่าเรื่อง...

Read More
Share via